วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปัญหาวัยรุ่นด้านสารเสพติด

ปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่นซึ่งเกิดจากสารเสพติด (Adolescent Problem leading from drugs)
การระบาดของยาเสพติดที่แพร่หลายอยู่ในประเทศไทยเราขณะนี้เป็นปัญหาที่ดูเหมือนว่า จะไม่มีทางแก้ไขได้สำเร็จ การปราบปรามอย่างรุนแรงทั้งด้วยปืนของตำรวจและด้วยปาก ของนักการเมือง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้งการแพร่กระจายของยาเสพติดที่แทรกแซง เข้าไปยัง ประชากรทุกหมู่เหล่า ทุกเพศทุกวัยได้เลย ปริมาณยาเสพติดที่ยึดได้หากนำมารวมกันทั้งหมดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน น่าจะนำไปใช้ ถมที่ดินเพื่อก่อสร้างสนามบินแห่งที่สอง เป็นการประหยัดทรายได้มิใช่น้อย ปัญหายาเสพติดมิใช่ปัญหาของบ้านเราเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของทุกประเทศในโลก ต่างกันแต่เพียงระดับความรุนแรงและประเภทของยาเสพติดเท่านั้น  การแก้ปัญหายาเสพติด จำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุ และกลไกการเกิดปัญหา เพื่อที่จะได้ หาทางแก้ไขได้ครบวงจร มิใช่ไปเน้นที่จุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น


สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดสารเสพติด
1. ยาและฤทธิ์ยา ตามความหมายของสารเสพติด จะเห็นว่า สารเสพติดถ้าใช้เป็นเวลานานๆ จะเกิดความเคย              ชิน โดยต้องการเพิ่มปริมาณมากขึ้น จะมีอาการขาดยาไม่ได้ ทั้งนี้สารเสพติดจะออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย จนทำให้มีโอกาสติดสารเสพติดนั้น หรือทำลายร่างกายและสุขภาพได้


2. ตัวผู้เสพ เกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
      2.1. ปัจจัยด้านร่างกาย จากสถานการณ์เจ็บป่วยทางร่างกาย และใช้ยาบำบัดรักษา เช่น การใช้มอร์ฟีนแก้ปวดแก่ผู้ป่วยภายหลังการผ่าตัด โรคกระดูก โรคมะเร็ง เป็นต้น จนทำให้เป็นสาเหตุการติดสารเสพติดได้
      2.2. ปัจจัยทางด้านจิตใจ อารมณ์ และบุคลิกภาพ บุคคลที่มีบุคลิกภาพและอารมณ์แปรปรวน อารมณ์อ่อนไหว ขาดความมั่นใจในตนเอง สติปัญญาต่ำ ร่างกายอ่อนแอ ผู้ป่วยด้วยโรคจิตและโรคประสาท ตลอดจนพฤติกรรมเบี่ยงเบน เช่น ความคึกคะนอง การเลียนแบบ เป็นต้น บุคคลประเภทนี้เสี่ยงต่อการมีแนวโน้มที่จะถูกชักจูงได้ง่าย การขาดความรับผิดชอบ การขาดความมั่นคงในอารมณ์และจิตใจของตนเอง สามารถเป็นสาเหตุของการใช้จนติดสารเสพติดได้ง่าย

3. สิ่งแวดล้อม เกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังนี้
     3.1. ปัจจัยด้านครอบครัว จากปัญหาครอบครัว เช่น การขาดความรักความอบอุ่น การเข้มงวด หรือละเลยจนเกินไป ความขัดแย้ง การทะเลาะวิวาท การขาดความสามัคคี การขาดความสนใจ การขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในครอบครัว เป็นต้น
     3.2. ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากฐานะความยากจนของครอบครัวจนเป็นสาเหตุของการต้องกลายเป็นผู้ขายและติดสารเสพติดในที่สุด
     3.3. ปัจจัยด้านสังคม เนื่องจากค่านิยมที่ผิดๆ ของตนเอง เช่น การเป็นที่ยอมรับผูกมิตรกับกลุ่มเพื่อน หรือสังคม การเลียนแบบในเรื่องบุหรี่ สุรา สารเสพติดต่างๆ เป็นต้น

ผลกระทบของสารเสพติด
1.   ด้านสุขภาพอนามัย ผู้ตกเป็นทาสสารเสพติดเกือบทุกประเภทร่างกายจะซูบซีด ผอมเหลือง เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ความคิดอ่านช้า ความจำเสื่อม ขาดสติ อาเจียน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และจะเสียชีวิตในที่สุด
2.   ด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากสารเสพติดทุกประเภทผู้เสพจะต้องเพิ่มยาให้มากขึ้นตลอดเวลาและหยุดเสพไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องสูญเสียเงินทองสำหรับซื้อยามาเสพไม่มีที่สิ้นสุด ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเช่นคนปกติทั่วไป ครอบครัวและรัฐต้องสูญเสียแรงงานไป ดังนั้น จึงส่งผงเสียหายต่อเศรษฐกิจ ทั้งของตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติโดยส่วนรวม
3.   ด้านสังคม สารเสพติดยังเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาสังคมอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอาชญากรรม เพราะผู้ติดยาจำเป็นต้องใช้เข็มสำหรับฉีดยาเสพติดเป็นประจำทุกวัน และจำเป็นต้องเพิ่มปริมาณขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การประกอบอาชีพสุจริตทั่วๆ ไปนั้นย่อมเป็นการยากที่จะหาเงินมาซื้อสารเสพติดได้อย่างพอเพียง และในสภาพความเป็นจริงผู้ติดยาจะไม่มีใครคบค้าหรือร่วมสมาคมด้วยเหตุนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการประกอบอาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์ นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุของปัญหาสังคมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ปัญหาวัยรุ่น ปัญหาการพนัน ปัญหาครอบครัว ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ เป็นต้น
4.   ด้านความมั่นคงของชาติ ความร้ายแรงของสารเสพติดมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศชาติเป็นอย่างมาก เพราะถ้าประเทศใดมีประชากรติดสารเสพติดจำนวนมาก ประเทศนั้นก็จะอ่อนแอ เศรษฐกิจเสียหาย มีปัญหาสังคมต่างๆ เหล่านี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อความมั่นคงของประเทศ






การป้องกันปัญหายาเสพติด             
การป้องกันปัญหาสิ่งเสพติดต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนี้
1.  การป้องกันตนเอง
    1.1. ไม่ทดลองเสพสิ่งที่รู้ว่ามีภัย เพราะอาจจะทำให้ติดได้ง่าย
    1.2. เลือกคบเพื่อนที่ดี พยายามหลีกเลี่ยงเพื่อนที่ชอบชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย
    1.3. รู้จักใช้วิจารณญาณในการแก้ปัญหา
    1.4. การสร้างทักษะชีวิต โดยเฉพาะทักษะการปฏิเสธเมื่อถูกเพื่อนชักชวนให้เสพสิ่งเสพติดต้องรู้จัก   ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล โดยการชี้แจงผลเสียของสิ่งเสพติดต่อการเรียนและอนาคต การรู้จักปฏิเสธอย่างจริงจังและจิตใจแน่วแน่จะทำให้เพื่อนเกรงใจไม่กล้าชวนอีก    
2. การป้องกันในครอบครัว 
    ผู้ที่ติดสิ่งเสพติดส่วนใหญ่จะเกิดจากครอบครัวที่แตกแยกมีปัญหา ขาดความรักความอบอุ่น เกิดความว้าเหว่ ขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ซึ่งเป็นเหตุให้เด็กๆ หันไปพึ่งยาเสพติดแทน ดังนั้นพ่อแม่จึงควรให้ความรักความอบอุ่น และพ่อแม่ก็ควรจะประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นที่ปรึกษาให้แก่ลูกๆได้ ทำให้ลูกไม่หันไปพึ่งพายาเสพติด   
 3.  การป้องกันในโรงเรียน
    
ครูควรให้ความรู้เกี่ยวกับโทษและอันตรายของสิ่งเสพติดให้กับนักเรียน จัดให้มีกิจกรรมนันทนาการในโรงเรียนให้เพียงพอและสนับสนุนให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมนันทนาการต่างๆและสอนให้เด็กรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
  4. การป้องกันชุมชน
    
 การป้องกันชุมชนจากปัญหาสิ่งเสพติดทำได้หลายวิธี เช่น
    1. การให้ความรู้ โดยการอบรมแก่ทุกคนในชุมชนให้เห็นโทษหรืออันตรายจากสิ่งเสพติด
    2. เสริมกิจกรรมยามว่าง โดยการส่งเสริมอาชีพแก่ชุมชนยามว่าง เช่น การเย็บเสื้อผ้า การทำรองเท้า
    3. ตั้งศูนย์รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับสิ่งเสพติด เมื่อพบว่ามีการซื้อขายหรือเสพสิ่งเสพติดภายในชุมชน
    4. เข้าร่วมโครงการชุมชนปลอดสิ่งเสพติดต่างๆ ทั้งที่ทางราชการจัดขึ้น และชุมชนคิดริเริ่มขึ้นมาเอง




ตัวอย่างเหตุการณ์ : ตร.พัทยารวบ 22 วัยรุ่น เปิดบ้านเช่ามั่วสุมยาเสพติด

 

เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 21 มิ.ย. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.ภ.2 พ.ต.อ.ศุภธีร์ บุญครอง
รอง.ผบก.ภ.จว.ชลบุรี รรท.ผกก.สภ.เมืองพัทยา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่ง แถลงผลการเข้าจับกุมวัยรุ่นจำนวน 22 คน ที่บ้านเลขที่ 139/89 ม.12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หมู่บ้านวิวพอยท์ ซ.ชัยพฤกษ์ แบ่งเป็นวัยรุ่นชาย 15 คน และหญิง 7 คน พร้อมของกลางอาวุธปืนขนาด 11 มม. 1 กระบอก เครื่องกระสุน 10 นัด และวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (ยาอิลิมิน 5 หรือ ไฟไฟร์ 5) จำนวน 30 เม็ด
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.อ.สุภธีร์ สืบทราบว่า มีวัยรุ่นทั้งชายและหญิงเช่าบ้านหลังใหญ่ เพื่อเข้าไปมั่วสุมปาร์ตี้ยาเสพติด จึงนำกำลังเข้าจับกุม พบเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น กลุ่มวัยรุ่นกำลังเปิดเพลงเต้นกันอย่างสนุกสนาน จึงแสดงตัวเข้าจับกุม พร้อมตรวจค้นพบยาไฟไฟร์ 5 ตกอยู่ที่พื้นและอาวุธปืน ซึ่งเป็นของนายบดินทร์ รุ่งโรจน์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 34/3 ม.9 ต.ทุ่งขวาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี นอกจากนี้ จากการตรวจปัสสาวะ พบว่ามีสีม่วงจำนวน 20 คน จึงควบคุมตัวพร้อมของกลางไปสอบสวนต่อที่ สภ.เมืองพัทยา
จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การว่า เช่าบ้านหลังดังกล่าวเพื่อเข้าไปมั่วสุมปาร์ตี้กัน โดยเจ้าของบ้านให้เช่าวันละ 1 หมื่นบาท ซึ่งภายในบ้านมีเครื่องเสียงไว้บริการลูกค้า เพื่อเข้ามาจัดปาร์ตี้ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมได้ดังกล่าว
วิเคราะห์เหตุการณ์
1.             สาเหตุของปัญหา  เนื่องจากความคึกคะนองของวัยรุ่น การดูแลไม่ทั่วถึงของผู้ปกครอง
2.             การป้องกันปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่น  มีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว คบเพื่อนที่ดี
3.             การแก้ไขปัญหาพฤติกรรมวัยรุ่น  ทางครอบครัวควรใส่ใจในวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น พยายามให้กำลังใจในการปรับปรุงพฤติกรรมต่างๆ และร่วมกันทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์
4.              ผลกระทบของปัญหา  พฤติกรรมเหล่านี้มีความอันตรายมาก อาจส่งผลกระทบไปทั่วสังคมถ้าไม่ถูกระงับไว้ก่อน


อ้างอิง


ปัญหาด้านการเรียนของวัยรุ่น

ปัญหาด้านการเรียนของวัยรุ่น
            
             ปัญหาการเรียนในวัยรุ่น  เป็นปัญหาที่พ่อแม่นำมาปรึกษาบ่อยที่สุดปัญหาหนึ่ง  เนื่องจาก การแข่งขันทางการเรียนที่มีมากในปัจจุบัน  เด็กที่มีปัญหาการเรียนมักจะเกิดปัญหาพฤติกรรมอื่น ตามมา เช่น เกเร ก้าวร้าว ดื้อ ซน เครียด  วิตกกังวล  หงุดหงิด คบเพื่อนไม่ดี  หนีเรียน หนีเที่ยว  ปัญหาทางเพศ  และการใช้สารเสพติด  ซึ่งเกิดจากความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเองที่ตามมา จากการขาดความสำเร็จในการเรียน  การถูกตำหนิจากพ่อแม่  ความรู้สึกตนเองล้มเหลว และขาดความภาคภูมิใจในตนเอง  ทำให้เป็นปัญหาอารมณ์และกลายเป็นปัญหาบุคลิกภาพ การหาสาเหตุของปัญหาควรรีบทำเพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรมอื่นๆที่จะเกิดตามมาได้



  อาการ
              ผลการเรียนต่ำ
   สาเหตุ
            1.  ปัญหาสติปัญญา  เด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ  จะไม่สามารถเรียนรู้ แก้ไขปัญหาได้เท่าเทียมผู้อื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน  ผลการเรียนมักอ่อนมาตั้งแต่เด็ก ในวัยก่อนเรียนมักมีประวัติพัฒนาการช้าทุกด้าน 
            2.  โรคสมาธิสั้น  การเรียนรู้ที่ได้ผลจำเป็นต้องอาศัยสมาธิ  ให้จดจ่ออยู่กับการเรียน  เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะไม่สามารถตั้งใจเรียนได้  วอกแวก  เหม่อลอย  ถึงจะมีระดับสติปัญญาดี  แต่ไม่สามารถใช้ความสามารถทางสมองได้เต็มที่  ผลการเรียนมักจะต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ
         



  3.   ปัญหาบุคลิกภาพ  เด็กที่เอาแต่ใจตนเอง  ติดสบาย  พ่อแม่ช่วยเหลือมากเกินไป  มักจะขาดความอดทน  ไม่ต่อสู้ปัญหาหนีหรือหลบเลี่ยงปัญหาอยู่เสมอ  เมื่อต้องเจอปัญหาอุปสรรคในการเรียนบ้างก็จะไม่สู้ ไม่ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่
              4.  ปัญหาความเครียด หรือโรคกังวลในวัยเด็ก  เด็กที่ชีวิตต้องเผชิญความเครียด ความวิตกกังวลมากๆในชีวิต(เช่นปัญหาภายในครอบครัวหรือเด็กที่มีพื้นอารมณ์เครียดง่าย  กังวลง่าย  มักจะไม่สามารถเรียนได้ดี  เนื่องจากมีอาการของความเครียด  ย้ำคิดย้ำทำ คิดวนเวียน กลัว คอยรบกวนอยู่เสมอ  ทำให้ขาดสมาธิ
     



                5.  อาการซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้าในวัยเด็ก  มักเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมหรือครอบครัวนั่น เอง  ชีวิตที่ขาดความสุข  ความมั่นคงในอารมณ์  หรือมีการสูญเสียพ่อแม่  มักเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าในเด็กได้ง่าย  ในวัยรุ่น  อาการซึมเศร้ามักพบได้บ่อยๆ  เนื่องจากอารมณ์วัยรุ่นมีความแปรปรวนมากอยู่แล้ว  และมักมีเรื่องกระทบจิตใจได้ง่าย  การปรับตัวที่ไม่ดีเป็นสาเหตุของความเครียดในวัยรุ่นได้ง่าย
            6.  ปัญหาการเรียนเฉพาะด้าน  เช่น การอ่าน  การเขียน
            7.  การขาดแรงจูงใจที่ดี 
            8.  การขาดการสนับสนุนส่งเสริม 
การรักษา
     การรักษาควรแก้ไขที่สาเหตุโดยตรง  อาจมีการตรวจประเมินเพิ่มเติม  เช่นการทดสอบทางจิต วิทยา  การวัดระดับสติปัญญา  การรับรู้ทางสายตาและหู 
    1. การฝึกฝนอบรมเพิ่มรายบุคคลและ/หรือแบบกลุ่ม 
    2. การส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านพร้อมกัน
    3. การเรียนโดยแผนการเรียนรายบุคคล (Individual Educational Program)
 





ตัวอย่างเหตุการณ์
            จิตแพทย์ เผยขณะนี้พบวัยรุ่นมีปัญหาการเรียนร้อยละ 15-30 แนะพ่อปรับทัศนคติลูก เรียนเก่ง สอบเอนทรานซ์ติด สร้างความเครียดให้วัยรุ่น โดยเฉพาะช่วงเตรียมสอบเข้าระดับ อุดมศึกษา แนะสนับสนุนลูกเป็นคนดี ล่าสุดพบเด็กเครียดสะสมรุนแรง เสี่ยงเป็นโรควิตก กังวลและซึมเศร้าจนถึงวัยผู้ใหญ่ แล้วร้อยละ 15-20 แนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-5 ต่อปี
           
เมื่อวันที่ 15 .. 56 แพทย์หญิงทิพาวรรณ บูรณสิน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นชำนาญการ ประจำสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในช่วงนี้วัยรุ่นใกล้การสอบ เอ็นทรานซ์ เพื่อเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งความคาดหวังเรื่องการเรียนของพ่อแม่เป็นเหมือน กันทุกบ้าน บางคนคาดหวังโดยไม่เข้าใจศักยภาพของลูกว่า มีมากน้อยแค่ไหน ถ้าความคาดหวัง กับความเป็นจริง ไม่สอดคล้องกัน ก็จะกลายเป็นความกดดันให้ลูก ขณะเดียวกัน เด็กทุกคน ต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ และหากพ่อแม่มีความคาดหวังมาก เด็กพยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ผลออกมาได้ไม่ดีตามที่คาดหวัง เด็กจะเกิดความทุกข์ใจ เกิดความกดดัน เสี่ยงเรื่องความซึมเศร้า วิตกกังวล

            "
ศักยภาพของคนมีไม่เท่ากัน คลินิกสุขภาพจิตวัยรุ่นของสถาบันฯ พบวัยรุ่นมีปัญหาการ เรียน มารับการปรึกษาร้อยละ 15-30 ถือว่ามากพอสมควร บางคนฉลาดแต่สมาธิสั้น ไม่สามารถ จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นาน หรือบางคนมีความบกพร่องด้านทักษะการเรียนรู้ แม้จะพยายาม แล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจ ซึ่งพบได้ร้อยละ 5 เด็กกลุ่มนี้จะต้องการการช่วยเหลือทักษะ การเรียนเป็น พิเศษรายบุคคล และเป็นปัญหาสะสมตั้งแต่วัยเรียน วัยประถม พ่อแม่ต้องปรับทัศนคติ โดย เฉพาะค่านิยมเด็กเรียนเก่ง เรียนดี และสอบเอ็นทรานซ์ติด ต้องให้กำลังใจเด็ก เข้าใจเด็ก มีข้อ บกพร่องด้านใดต้องพยายามช่วยประคับประคองเด็กตั้งแต่ยังเล็ก ก็จะช่วยลูกลดความเครียดสะสม ในเรื่องการเรียนได้ เด็กที่ผิดหวังบ่อยๆ เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งขณะ นี้พบได้ร้อยละ 15-20 และแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละประมาณร้อยละ 3 ต่อปี นอกจากนี้ยังทำให้ เกิดโรควิตกกังวล เด็กขาดความมั่นใจ ขาดความเชื่อมั่นและขาดความศรัทธาตนเอง ขาดศรัทธา ในการทำสิ่งดีๆ อีกต่อๆ ไป ซึ่งอันตรายมากเปรียบเสมือน การขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เด็กหลาย คนอาจมีความประพฤติเด็กเปลี่ยนไปในทางตรงข้าม เช่น จากความประพฤติเรียบร้อยกลายเป็น แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้าน เกเร ต่อต้านสังคม เสี่ยงกระทำผิดกฎหมายได้ เป็นต้น" แพทย์ หญิงทิพาวรรณกล่าว  
           
แพทย์หญิงทิพาวรรณ กล่าวต่อว่า พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นมักเจอกับปัญหาความไม่เข้าใจกัน เพราะวัยห่างกัน อาจจะทำให้เด็กไม่กล้าที่จะปรึกษา ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำอย่างแรกเมื่อลูกเดินเข้ามาปรึกษาปัญหา คือ 1.ต้องให้เวลาลูก 2.ตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด ฟังโดยใช้สติ ไม่ด่วนตัดสิน อย่าใช้อารมณ์3.ให้กำลังใจและหาทางออกให้เด็กเมื่อเด็กต้องการ  สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ อย่าพูดคำว่าเดี๋ยว เพราะวัยรุ่นอาจจะรอไม่ได้ และหากเด็กไม่ได้รับคำปรึกษาจากพ่อแม่แล้ว เด็กก็จะหันไปปรึกษาเพื่อนๆ แทน และได้ทางออกในทางที่ไม่เหมาะสม หรือในกรณีที่เด็กอาจ รู้สึกผิดอยู่แล้ว และเมื่อปรึกษาพ่อแม่แล้วโดนตำหนิกระหน่ำซ้ำเติม ครั้งต่อไปเด็กก็จะปิดบัง ไม่บอกหรือหันไปต่อต้านพ่อแม่ ทำตามเพื่อนในทางที่ไม่ดี ดังนั้นพ่อแม่จึงเป็นบุคคลที่สำคัญมาก ในการเป็นที่ปรึกษา ช่วยลดความเครียดให้เด็ก มีงานวิจัยพบว่าเด็กที่ถูกทำโทษหรือครอบครัวใช้ ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ที่สำคัญคือ ส่งผลกระทบต่อสติปัญญา อารมณ์และสมาธิความจำ
           
แพทย์หญิงทิพาวรรณ ยังกล่าวอีกว่า ในการสร้างค่านิยมใหม่ของพ่อแม่ ควรสนับสนุน เรื่องการเป็นคนดี มีพฤติกรรมดี มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ อดทน มีน้ำใจ มากกว่าจะดูที่ผลการเรียน เพราะคะแนนเป็นเพียงตัวเลข ควรดูที่ความพยายามของลูก และช่วยพัฒนาจุดอ่อนทางการ เรียนรู้  เช่น บางคนอ่านไม่เก่งจับใจความไม่ได้ ก็ควรช่วยชี้แนะให้ทำสรุป ทบทวน ให้กำลังใจ และชมเมื่อลูกได้แสดงความพยายาม บางคนสมาธิความจำไม่ดี วอกแวกได้ง่าย อาจจะต้อง ปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและดูแลช่วยเหลือเฉพาะด้าน
            "การสอบเอ็นทรานซ์เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต และคนที่ ประสบความสำเร็จในชีวิตคือ "คนดี" มีความรับผิดชอบ เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เป็นที่ยอมรับ ของสังคม ไม่ใช่เฉพาะ "คนเก่ง" เท่านั้น ดังนั้นเด็กที่กำลังอยู่ในวัยศึกษา การเรียนถือว่า เป็นหน้าที่หลัก ต้องอดทนและพยายาม พ่อแม่ควรให้กำลังใจลูกตั้งแต่เด็ก อย่างสม่ำเสมอ สัมพันธภาพที่ดีเปรียบเสมือนเป็นวัคซีนทางใจ วัคซีนสำหรับชีวิตแก่ลูกทั้งนี้  วิธีการสร้าง ภูมิคุ้มกันทางใจแก่ลูก ประกอบด้วย  
1.ตระหนักรู้ในตัวตนของลูกว่ามีความสามารถอะไร เก่งอะไร อะไรคือจุดอ่อน จุดแข็ง โดยให้พัฒนาต่อจุดแข็ง และพยายามปรับปรุงจุดอ่อนของลูก
2.สังเกตการปรับตัวของลูกที่โรงเรียน 3.ติดตามเอาใจใส่เรื่องความรับผิดชอบและผลการเรียนอย่างใกล้ชิด 4.คอยประคับประคองช่วยเหลือให้กำลังใจ ยืนข้างๆ ลูก ถ้าเด็กมีความพยายามและตั้งใจที่ดีก็จะเก่งได้ในวันข้างหน้า และสามารถเป็นที่พึ่งเลี้ยงตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งคนอื่น" แพทย์หญิงทิพาวรรณ กล่าว.
ข้อมูลจาก : http://www.thairath.co.th/content/389524
วิเคราะห์เหตุการณ์
สาเหตุ: เด็กเครียดจากการต้องสอบเอนทรานซ์ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตด้านอื่น
ปัญหา: เด็กมีผลการเรียนย่ำแย่ทำให้มีความเครียดเพิ่มมากขึ้นอีก

การแก้ปัญหา: จัดหาบุคคลที่พร้อมจะรับฟังและเข้าใจในทุกๆปัญหาของเด็กวัยรุ่นไปพูดคุย

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปัญหาด้านทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น

ปัญหาทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่น

ปัญหาทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นในสังคมไทยเริ่มรุนแรงขึ้นทุกวันซึ่งบ้างก็มีทั้งที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ และไม่เป็นข่าว ซึ่งในแต่ละครั้งก็จะมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บกันทั้งสองฝ่าย ทำให้สร้างความเดือดร้อนกับตัวผู้ก่อเหตุเองและผู้ปกครองของกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาทางหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มีการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้มาโดยตลอด เพื่อลดและป้องกันทะเลาะวิวาทของกลุ่มวัยรุ่น



  
สาเหตุ
1.เนื่องจากสถานศึกษาไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร การไม่ให้การสนับสนุนและเห็นความสำคัญของปัญหาของผู้บริหาร เช่น ในการที่ตำรวจจะเข้าไปตรวจค้นอาวุธในสถาบันการศึกษา
2.เกิดจากการถูกทำร้ายร่างกายมาก่อน
3.เกิดจากการเป็นศัตรูคู่อริ ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องขาดความร่วมมือในการปฏิบัติ
  

4.เกิดจากความต้องการอวดให้รุ่นน้องเห็น 
5.เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ ใจร้อน และขาดสติ เป็นความแค้นส่วนตัว ไม่ชอบหน้ากัน และไม่ถูกกัน เกิดจากการปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง จากเรื่องชู้สาว และมาพัวพันกับเพื่อนผู้หญิงในสถาบัน เพื่อสร้างให้เกิดความรู้สึกศักดิ์ศรีหรือความยิ่งของสถาบัน เป็นต้น
6.เกิดจากความรู้สึกเสียศักดิ์ศรี ความคึกคะนองตามธรรมชาติของวัยรุ่น และรวมถึงวันรุ่นมีภูมิต้านทานต่อการยั่วยุต่ำ
        


  

 แต่อย่างไรก็ตามเงื่อนไขที่ทำให้การก่อเหตุทะเลาะวิวาทดำรงอย่างต่อเนื่องคือ การเกิดตัวตนแห่งสถาบัน ได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน สถาบันการศึกษาและสถาบันกลุ่มหรือเครือข่าย เป็นต้น สถาบันเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการที่เป็นกลไกทางสังคมสั่งสมจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมา นอกจากนั้นการให้ความหมายหรือตีความ โดยเฉพาะการให้ความหมายและการตีความต่อโลกและสังคมของการก่อเหตุทะเลาะวิวาท จะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นเมื่อดำเนินวิถีชีวิตอยู่ในสังคมวัยรุ่น 
สรุปได้ว่า
การทะเลาะวิวาทนั้นมากจากหลายๆสาเหตุซึ่งสาเหตุต่างๆนั้นเราสามารถช่วยกันแก้ไขได้เช่น การที่นักเรียนนักศึกษาทะเลาะกันเราก็สามารถสร้างจัดกิจกรรมโดยรวมสถาบันที่ผิดใจกันและนำมารวมกันเพื่อปลูกฝังให้นักเรียนรักกัน การที่เราช่วยกันจะทำให้ให้เด็กนักเรียนมีอนาคตขึ้นและยังทำให้สังคมไทยหน้าอยู่ยิ่งขึ้น
  
ผลกระทบต่อสังคม:
1.เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสีย ไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองแล้ว ยังทำให้สถาบันการศึกษาเสื่อมเสียชื่อเสียง และเป็นปัญหาให้กับสังคมและคนรอบข้าง เพราะนอกจากนักเรียนโรงเรียนคู่อริจะได้รับบาดเจ็บแล้ว คนที่โดนลูกหลงก็ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย



  
2.ก่อให้เกิดอาชญากรรมของเด็กวัยรุ่นที่กระทำต่อคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้เรื่อง เช่น เด็กจี้แท็กซี่เพราะต้องการเอาเงินไปเที่ยวกลางคืน การตี ฆ่า ข่มขืน เด็กแว้น (เด็กกวนเมือง หรือ เด็กผู้หญิงตบตีกันแล้วถ่ายคลิปเอาไว้




3.เมื่อเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาท สถาบันเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการที่เป็นกลไกทางสังคมสั่งสมจนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมา นอกจากนั้นการให้ความหมายหรือตีความ โดยเฉพาะการให้ความหมายและการตีความต่อโลกและสังคมของการก่อเหตุทะเลาะวิวาท จะเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นเมื่อดำเนินวิถีชีวิตอยู่ในสังคมวัยรุ่น

สรุปได้ว่า
การที่เกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นส่งผลให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บมีผู้เสียชีวิตและทำให้นักเรียนนักศึกษาที่เรียนอยู่เรียนไม่จบเพราะปัญหาการทะเลาะวิวาทเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสีย นักเรียนนักศึกษาก้าวราวต่อพ่อแม่ นักเรียนนักศึกษาก่ออาชญากรรมขึ้น

วิธีการแก้ปัญหา
1.ผู้มีเรื่อง ตัวผู้มีเรื่อง ถือว่าสำคัญที่สุด เมื่อเกิดความขัดแย้งกันให้คุยกันด้วยเหตุผล ใจเย็นๆ พยายามตกลงกันให้ได้โดยสันติวิธี อย่าให้เรื่องบานปลายถึงขั้นทะเลาะวิวาทกัน ต้องคิดว่า “ใช้สมองตัดสินปัญหา อย่าใช้กำลังตัดสินปัญหา” ถ้ามีเรื่องหนักต้องรู้จักข่มใจและอดทนไว้ อาจหนีปัญหาไปชั่วคราวก่อนแล้วมาทำความเข้าใจกันทีหลัง



2.กลุ่มเพื่อน กลุ่มเพื่อนควรห้ามปรามช่วยไกล่เกลี่ยผู้มีเรื่อง ถ้าไม่ได้ผลอาจบอกครู อาจารย์ ข้อสำคัญเพื่อนอย่ายุหรือช่วยเพื่อนทะเลาะด้วย เพราะถ้าทำเช่นนั้นจะเกิดเรื่องที่มีความรุนแรงขึ้น
3.ครู ครูต้องช่วยตัดสินปัญหาให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจ และยอมรับว่าจะไม่ไปก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกันอีกและครูควรจะติดตามพฤติกรรมของทั้งสองฝ่ายสักระยะหนึ่ง ถ้าไม่มีปัญหาอีกก็ไม่ต้องติดตาม ครูอาจารย์อาจเชิญผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายมาเพื่อแจ้งให้ทราบและช่วยกันแก้ไขต่อไปหรือถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้รับบาดเจ็บ อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะต้องรับผิดชอบ
เรื่องค่ารักษาพยาบาล โดยครูอาจารย์ควรให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเอง เพื่อความพอใจของทั้งสองฝ่าย



4.ผู้ปกครอง ผู้ปกครองต้องช่วยอบรมสั่งสอนบุตรหลานของตนเองให้ดีอย่าให้ไปทะเลาะวิวาทกับคนอื่นเพื่อชีวิตจะได้อยู่อย่างเป็นสุข ถ้าหากทางโรงเรียนเชิญมาก็ควรเสียสละเวลามาเพื่อรับทราบปัญหาและช่วยกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
  

ตัวอย่างเหตุการณ์- เด็กอาชีวะตีกัน ปาระเบิดใส่ดับ1

นักเรียนอาชีวะโหดปาระเบิดปิงปองลูกเท่าส้มโอใส่หนุ่มนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ ขณะนั่งรถสองแถวไปเรียนทำให้ถูกระเบิดฉีกร่างเละไปตาย ที่โรงพยาบาล ตำรวจเผยเหยื่อนั่งรถสองแถวไปเรียนหนังสือพร้อมเพื่อนร่วมสถาบันร่วม 20 คน ระหว่างทางกลุ่มนักศึกษาสถาบันคู่อริราว 10 คน ขี่รถ จยย.ไล่ตาม พอรถติดไฟแดงกรูทำร้ายหนุ่มชะตาขาดกับเพื่อนเกิดการตะลุมบอนอุตลุด ก่อนจะปาระเบิดเข้าไปในรถตกใส่หน้าตักหนุ่มชะตาขาดเป็นแผลฉกรรจ์แพทย์ต้องตัดขาทิ้งทั้ง 2 ข้าง แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ ส่วนเพื่อน 2 คนบาดเจ็บเล็กน้อย หลังเกิดเหตุตำรวจตามลากคอมือระเบิดทันควัน
วิเคราะห์สถานการณ์
1.สาเหตุ-เกิดจากการมีสถาบันคู่อริ ไม่พอใจซึ่งกันและกันแล้วจึงลงมือทำร้ายอีกฝ่าย
2.ผลกระทบ-มีผู้เสียชีวิต อีกทั้งยังลำบากตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
3.การป้องกัน-มีการตรวจค้นอาวุธในตัวนักเรียนก่อนเข้า,ออกสถานศึกษา
4.การแก้ไข-คุณครูควรเอาใจใส่นักเรียนมากขึ้น อบรมว่าการทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง