ปัญหาด้านการเรียนของวัยรุ่น
ปัญหาการเรียนในวัยรุ่น
เป็นปัญหาที่พ่อแม่นำมาปรึกษาบ่อยที่สุดปัญหาหนึ่ง
เนื่องจาก การแข่งขันทางการเรียนที่มีมากในปัจจุบัน
เด็กที่มีปัญหาการเรียนมักจะเกิดปัญหาพฤติกรรมอื่น
ตามมา เช่น เกเร ก้าวร้าว ดื้อ ซน เครียด
วิตกกังวล หงุดหงิด คบเพื่อนไม่ดี หนีเรียน หนีเที่ยว ปัญหาทางเพศ และการใช้สารเสพติด ซึ่งเกิดจากความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเองที่ตามมา
จากการขาดความสำเร็จในการเรียน การถูกตำหนิจากพ่อแม่ ความรู้สึกตนเองล้มเหลว และขาดความภาคภูมิใจในตนเอง
ทำให้เป็นปัญหาอารมณ์และกลายเป็นปัญหาบุคลิกภาพ
การหาสาเหตุของปัญหาควรรีบทำเพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรมอื่นๆที่จะเกิดตามมาได้

ผลการเรียนต่ำ
สาเหตุ
1. ปัญหาสติปัญญา
เด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าปกติ
จะไม่สามารถเรียนรู้
แก้ไขปัญหาได้เท่าเทียมผู้อื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน ผลการเรียนมักอ่อนมาตั้งแต่เด็ก
ในวัยก่อนเรียนมักมีประวัติพัฒนาการช้าทุกด้าน
2. โรคสมาธิสั้น การเรียนรู้ที่ได้ผลจำเป็นต้องอาศัยสมาธิ
ให้จดจ่ออยู่กับการเรียน เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะไม่สามารถตั้งใจเรียนได้
วอกแวก เหม่อลอย ถึงจะมีระดับสติปัญญาดี แต่ไม่สามารถใช้ความสามารถทางสมองได้เต็มที่
ผลการเรียนมักจะต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเสมอ
3. ปัญหาบุคลิกภาพ เด็กที่เอาแต่ใจตนเอง ติดสบาย พ่อแม่ช่วยเหลือมากเกินไป มักจะขาดความอดทน ไม่ต่อสู้ปัญหาหนีหรือหลบเลี่ยงปัญหาอยู่เสมอ
เมื่อต้องเจอปัญหาอุปสรรคในการเรียนบ้างก็จะไม่สู้
ไม่ใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่
4. ปัญหาความเครียด
หรือโรคกังวลในวัยเด็ก เด็กที่ชีวิตต้องเผชิญความเครียด ความวิตกกังวลมากๆในชีวิต(เช่นปัญหาภายในครอบครัว) หรือเด็กที่มีพื้นอารมณ์เครียดง่าย
กังวลง่าย มักจะไม่สามารถเรียนได้ดี เนื่องจากมีอาการของความเครียด
ย้ำคิดย้ำทำ คิดวนเวียน กลัว คอยรบกวนอยู่เสมอ
ทำให้ขาดสมาธิ
5.
อาการซึมเศร้าหรือโรคซึมเศร้าในวัยเด็ก
มักเป็นผลจากสิ่งแวดล้อมหรือครอบครัวนั่น
เอง ชีวิตที่ขาดความสุข ความมั่นคงในอารมณ์ หรือมีการสูญเสียพ่อแม่ มักเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าในเด็กได้ง่าย
ในวัยรุ่น อาการซึมเศร้ามักพบได้บ่อยๆ เนื่องจากอารมณ์วัยรุ่นมีความแปรปรวนมากอยู่แล้ว
และมักมีเรื่องกระทบจิตใจได้ง่าย
การปรับตัวที่ไม่ดีเป็นสาเหตุของความเครียดในวัยรุ่นได้ง่าย
6. ปัญหาการเรียนเฉพาะด้าน
เช่น การอ่าน การเขียน
7. การขาดแรงจูงใจที่ดี
8. การขาดการสนับสนุนส่งเสริม
การรักษา
การรักษาควรแก้ไขที่สาเหตุโดยตรง
อาจมีการตรวจประเมินเพิ่มเติม
เช่นการทดสอบทางจิต วิทยา การวัดระดับสติปัญญา การรับรู้ทางสายตาและหู
1. การฝึกฝนอบรมเพิ่มรายบุคคลและ/หรือแบบกลุ่ม
2. การส่งเสริมพัฒนาการทุกด้านพร้อมกัน
3. การเรียนโดยแผนการเรียนรายบุคคล (Individual
Educational Program)
ตัวอย่างเหตุการณ์
จิตแพทย์ เผยขณะนี้พบวัยรุ่นมีปัญหาการเรียนร้อยละ
15-30 แนะพ่อปรับทัศนคติลูก เรียนเก่ง สอบเอนทรานซ์ติด
สร้างความเครียดให้วัยรุ่น โดยเฉพาะช่วงเตรียมสอบเข้าระดับ อุดมศึกษา แนะสนับสนุนลูกเป็นคนดี ล่าสุดพบเด็กเครียดสะสมรุนแรง เสี่ยงเป็นโรควิตก กังวลและซึมเศร้าจนถึงวัยผู้ใหญ่
แล้วร้อยละ 15-20 แนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละ 3-5 ต่อปี
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 56 แพทย์หญิงทิพาวรรณ บูรณสิน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นชำนาญการ ประจำสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในช่วงนี้วัยรุ่นใกล้การสอบ เอ็นทรานซ์ เพื่อเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งความคาดหวังเรื่องการเรียนของพ่อแม่เป็นเหมือน กันทุกบ้าน บางคนคาดหวังโดยไม่เข้าใจศักยภาพของลูกว่า มีมากน้อยแค่ไหน ถ้าความคาดหวัง กับความเป็นจริง ไม่สอดคล้องกัน ก็จะกลายเป็นความกดดันให้ลูก ขณะเดียวกัน เด็กทุกคน ต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ และหากพ่อแม่มีความคาดหวังมาก เด็กพยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ผลออกมาได้ไม่ดีตามที่คาดหวัง เด็กจะเกิดความทุกข์ใจ เกิดความกดดัน เสี่ยงเรื่องความซึมเศร้า วิตกกังวล
"ศักยภาพของคนมีไม่เท่ากัน คลินิกสุขภาพจิตวัยรุ่นของสถาบันฯ พบวัยรุ่นมีปัญหาการ เรียน มารับการปรึกษาร้อยละ 15-30 ถือว่ามากพอสมควร บางคนฉลาดแต่สมาธิสั้น ไม่สามารถ จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นาน หรือบางคนมีความบกพร่องด้านทักษะการเรียนรู้ แม้จะพยายาม แล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจ ซึ่งพบได้ร้อยละ 5 เด็กกลุ่มนี้จะต้องการการช่วยเหลือทักษะ การเรียนเป็น พิเศษรายบุคคล และเป็นปัญหาสะสมตั้งแต่วัยเรียน วัยประถม พ่อแม่ต้องปรับทัศนคติ โดย เฉพาะค่านิยมเด็กเรียนเก่ง เรียนดี และสอบเอ็นทรานซ์ติด ต้องให้กำลังใจเด็ก เข้าใจเด็ก มีข้อ บกพร่องด้านใดต้องพยายามช่วยประคับประคองเด็กตั้งแต่ยังเล็ก ก็จะช่วยลูกลดความเครียดสะสม ในเรื่องการเรียนได้ เด็กที่ผิดหวังบ่อยๆ เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งขณะ นี้พบได้ร้อยละ 15-20 และแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละประมาณร้อยละ 3 ต่อปี นอกจากนี้ยังทำให้ เกิดโรควิตกกังวล เด็กขาดความมั่นใจ ขาดความเชื่อมั่นและขาดความศรัทธาตนเอง ขาดศรัทธา ในการทำสิ่งดีๆ อีกต่อๆ ไป ซึ่งอันตรายมากเปรียบเสมือน การขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เด็กหลาย คนอาจมีความประพฤติเด็กเปลี่ยนไปในทางตรงข้าม เช่น จากความประพฤติเรียบร้อยกลายเป็น แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้าน เกเร ต่อต้านสังคม เสี่ยงกระทำผิดกฎหมายได้ เป็นต้น" แพทย์ หญิงทิพาวรรณกล่าว
แพทย์หญิงทิพาวรรณ กล่าวต่อว่า พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นมักเจอกับปัญหาความไม่เข้าใจกัน เพราะวัยห่างกัน อาจจะทำให้เด็กไม่กล้าที่จะปรึกษา ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำอย่างแรกเมื่อลูกเดินเข้ามาปรึกษาปัญหา คือ 1.ต้องให้เวลาลูก 2.ตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด ฟังโดยใช้สติ ไม่ด่วนตัดสิน อย่าใช้อารมณ์3.ให้กำลังใจและหาทางออกให้เด็กเมื่อเด็กต้องการ สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ อย่าพูดคำว่าเดี๋ยว เพราะวัยรุ่นอาจจะรอไม่ได้ และหากเด็กไม่ได้รับคำปรึกษาจากพ่อแม่แล้ว เด็กก็จะหันไปปรึกษาเพื่อนๆ แทน และได้ทางออกในทางที่ไม่เหมาะสม หรือในกรณีที่เด็กอาจ รู้สึกผิดอยู่แล้ว และเมื่อปรึกษาพ่อแม่แล้วโดนตำหนิกระหน่ำซ้ำเติม ครั้งต่อไปเด็กก็จะปิดบัง ไม่บอกหรือหันไปต่อต้านพ่อแม่ ทำตามเพื่อนในทางที่ไม่ดี ดังนั้นพ่อแม่จึงเป็นบุคคลที่สำคัญมาก ในการเป็นที่ปรึกษา ช่วยลดความเครียดให้เด็ก มีงานวิจัยพบว่าเด็กที่ถูกทำโทษหรือครอบครัวใช้ ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ที่สำคัญคือ ส่งผลกระทบต่อสติปัญญา อารมณ์และสมาธิความจำ
แพทย์หญิงทิพาวรรณ ยังกล่าวอีกว่า ในการสร้างค่านิยมใหม่ของพ่อแม่ ควรสนับสนุน เรื่องการเป็นคนดี มีพฤติกรรมดี มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ อดทน มีน้ำใจ มากกว่าจะดูที่ผลการเรียน เพราะคะแนนเป็นเพียงตัวเลข ควรดูที่ความพยายามของลูก และช่วยพัฒนาจุดอ่อนทางการ เรียนรู้ เช่น บางคนอ่านไม่เก่งจับใจความไม่ได้ ก็ควรช่วยชี้แนะให้ทำสรุป ทบทวน ให้กำลังใจ และชมเมื่อลูกได้แสดงความพยายาม บางคนสมาธิความจำไม่ดี วอกแวกได้ง่าย อาจจะต้อง ปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและดูแลช่วยเหลือเฉพาะด้าน
เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 56 แพทย์หญิงทิพาวรรณ บูรณสิน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นชำนาญการ ประจำสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ในช่วงนี้วัยรุ่นใกล้การสอบ เอ็นทรานซ์ เพื่อเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งความคาดหวังเรื่องการเรียนของพ่อแม่เป็นเหมือน กันทุกบ้าน บางคนคาดหวังโดยไม่เข้าใจศักยภาพของลูกว่า มีมากน้อยแค่ไหน ถ้าความคาดหวัง กับความเป็นจริง ไม่สอดคล้องกัน ก็จะกลายเป็นความกดดันให้ลูก ขณะเดียวกัน เด็กทุกคน ต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ และหากพ่อแม่มีความคาดหวังมาก เด็กพยายามทำเต็มที่แล้ว แต่ผลออกมาได้ไม่ดีตามที่คาดหวัง เด็กจะเกิดความทุกข์ใจ เกิดความกดดัน เสี่ยงเรื่องความซึมเศร้า วิตกกังวล
"ศักยภาพของคนมีไม่เท่ากัน คลินิกสุขภาพจิตวัยรุ่นของสถาบันฯ พบวัยรุ่นมีปัญหาการ เรียน มารับการปรึกษาร้อยละ 15-30 ถือว่ามากพอสมควร บางคนฉลาดแต่สมาธิสั้น ไม่สามารถ จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นาน หรือบางคนมีความบกพร่องด้านทักษะการเรียนรู้ แม้จะพยายาม แล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจ ซึ่งพบได้ร้อยละ 5 เด็กกลุ่มนี้จะต้องการการช่วยเหลือทักษะ การเรียนเป็น พิเศษรายบุคคล และเป็นปัญหาสะสมตั้งแต่วัยเรียน วัยประถม พ่อแม่ต้องปรับทัศนคติ โดย เฉพาะค่านิยมเด็กเรียนเก่ง เรียนดี และสอบเอ็นทรานซ์ติด ต้องให้กำลังใจเด็ก เข้าใจเด็ก มีข้อ บกพร่องด้านใดต้องพยายามช่วยประคับประคองเด็กตั้งแต่ยังเล็ก ก็จะช่วยลูกลดความเครียดสะสม ในเรื่องการเรียนได้ เด็กที่ผิดหวังบ่อยๆ เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าต่อเนื่องจนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งขณะ นี้พบได้ร้อยละ 15-20 และแนวโน้มเพิ่มขึ้นร้อยละประมาณร้อยละ 3 ต่อปี นอกจากนี้ยังทำให้ เกิดโรควิตกกังวล เด็กขาดความมั่นใจ ขาดความเชื่อมั่นและขาดความศรัทธาตนเอง ขาดศรัทธา ในการทำสิ่งดีๆ อีกต่อๆ ไป ซึ่งอันตรายมากเปรียบเสมือน การขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ เด็กหลาย คนอาจมีความประพฤติเด็กเปลี่ยนไปในทางตรงข้าม เช่น จากความประพฤติเรียบร้อยกลายเป็น แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้าน เกเร ต่อต้านสังคม เสี่ยงกระทำผิดกฎหมายได้ เป็นต้น" แพทย์ หญิงทิพาวรรณกล่าว
แพทย์หญิงทิพาวรรณ กล่าวต่อว่า พ่อแม่ที่มีลูกวัยรุ่นมักเจอกับปัญหาความไม่เข้าใจกัน เพราะวัยห่างกัน อาจจะทำให้เด็กไม่กล้าที่จะปรึกษา ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำอย่างแรกเมื่อลูกเดินเข้ามาปรึกษาปัญหา คือ 1.ต้องให้เวลาลูก 2.ตั้งใจฟังสิ่งที่ลูกพูด ฟังโดยใช้สติ ไม่ด่วนตัดสิน อย่าใช้อารมณ์3.ให้กำลังใจและหาทางออกให้เด็กเมื่อเด็กต้องการ สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ อย่าพูดคำว่าเดี๋ยว เพราะวัยรุ่นอาจจะรอไม่ได้ และหากเด็กไม่ได้รับคำปรึกษาจากพ่อแม่แล้ว เด็กก็จะหันไปปรึกษาเพื่อนๆ แทน และได้ทางออกในทางที่ไม่เหมาะสม หรือในกรณีที่เด็กอาจ รู้สึกผิดอยู่แล้ว และเมื่อปรึกษาพ่อแม่แล้วโดนตำหนิกระหน่ำซ้ำเติม ครั้งต่อไปเด็กก็จะปิดบัง ไม่บอกหรือหันไปต่อต้านพ่อแม่ ทำตามเพื่อนในทางที่ไม่ดี ดังนั้นพ่อแม่จึงเป็นบุคคลที่สำคัญมาก ในการเป็นที่ปรึกษา ช่วยลดความเครียดให้เด็ก มีงานวิจัยพบว่าเด็กที่ถูกทำโทษหรือครอบครัวใช้ ความรุนแรงตั้งแต่วัยเด็ก จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ที่สำคัญคือ ส่งผลกระทบต่อสติปัญญา อารมณ์และสมาธิความจำ
แพทย์หญิงทิพาวรรณ ยังกล่าวอีกว่า ในการสร้างค่านิยมใหม่ของพ่อแม่ ควรสนับสนุน เรื่องการเป็นคนดี มีพฤติกรรมดี มีระเบียบวินัย ซื่อสัตย์ อดทน มีน้ำใจ มากกว่าจะดูที่ผลการเรียน เพราะคะแนนเป็นเพียงตัวเลข ควรดูที่ความพยายามของลูก และช่วยพัฒนาจุดอ่อนทางการ เรียนรู้ เช่น บางคนอ่านไม่เก่งจับใจความไม่ได้ ก็ควรช่วยชี้แนะให้ทำสรุป ทบทวน ให้กำลังใจ และชมเมื่อลูกได้แสดงความพยายาม บางคนสมาธิความจำไม่ดี วอกแวกได้ง่าย อาจจะต้อง ปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและดูแลช่วยเหลือเฉพาะด้าน
"การสอบเอ็นทรานซ์เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งในชีวิต
ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต และคนที่ ประสบความสำเร็จในชีวิตคือ "คนดี" มีความรับผิดชอบ เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เป็นที่ยอมรับ ของสังคม
ไม่ใช่เฉพาะ "คนเก่ง"
เท่านั้น
ดังนั้นเด็กที่กำลังอยู่ในวัยศึกษา การเรียนถือว่า เป็นหน้าที่หลัก
ต้องอดทนและพยายาม พ่อแม่ควรให้กำลังใจลูกตั้งแต่เด็ก อย่างสม่ำเสมอ
สัมพันธภาพที่ดีเปรียบเสมือนเป็นวัคซีนทางใจ วัคซีนสำหรับชีวิตแก่ลูกทั้งนี้ วิธีการสร้าง ภูมิคุ้มกันทางใจแก่ลูก
ประกอบด้วย
1.ตระหนักรู้ในตัวตนของลูกว่ามีความสามารถอะไร
เก่งอะไร อะไรคือจุดอ่อน จุดแข็ง โดยให้พัฒนาต่อจุดแข็ง
และพยายามปรับปรุงจุดอ่อนของลูก
2.สังเกตการปรับตัวของลูกที่โรงเรียน 3.ติดตามเอาใจใส่เรื่องความรับผิดชอบและผลการเรียนอย่างใกล้ชิด
4.คอยประคับประคองช่วยเหลือให้กำลังใจ
ยืนข้างๆ ลูก ถ้าเด็กมีความพยายามและตั้งใจที่ดีก็จะเก่งได้ในวันข้างหน้า
และสามารถเป็นที่พึ่งเลี้ยงตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งคนอื่น" แพทย์หญิงทิพาวรรณ กล่าว.
ข้อมูลจาก
: http://www.thairath.co.th/content/389524
วิเคราะห์เหตุการณ์
สาเหตุ: เด็กเครียดจากการต้องสอบเอนทรานซ์ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ชีวิตด้านอื่น
ปัญหา: เด็กมีผลการเรียนย่ำแย่ทำให้มีความเครียดเพิ่มมากขึ้นอีก
การแก้ปัญหา: จัดหาบุคคลที่พร้อมจะรับฟังและเข้าใจในทุกๆปัญหาของเด็กวัยรุ่นไปพูดคุย





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น